การเกิด Black Swan Event นั้นจึงเกิดขึ้นเฉพาะกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ extremistan เท่านั้น เนื่องจากมีความหลากหลาย ปัจจัยนี้อย่างเดียวยังไม่พอต่อการเกิดเหตุ แต่ยังต้องเกิดจากความหลงผิดของมนุษย์ 3 อย่าง (triplet of opacity) ได้แก่
1. Illusion of understanding – ความเข้าใจว่าตัวเองเข้าใจดีแล้ว คิดว่าตัวเองรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้ง ๆ ที่ความจริงยังมีอะไรอีกตั้งเยอะที่ยังไม่รู้
2. Retrospective distortion – เวลาคนเรามองอดีตย้อนกลับไป แล้วเข้าใจดี ดูว่าเออ.. มัน make sense ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น เราเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป
3. Overvaluation of factual information – คือการประเมินข้อมูล “เว่อ” เกินไป เนื่องจากเราคิดว่าเรา “รู้ดี”
ปัจจัย 3 ประการนี้ตามปกติจะใช้ได้ดีกับ mediocristan เพราะมี relationship ที่ตรงไปตรงมา สามารถนำอดีตมาใช้คาดการณ์อนาคตได้ แม้อนาคตจะยังไม่แน่นอน (random) แต่อยู่ในร่องในรอย (เขาเรียกว่า type 1 randomness) แต่ใช้ไม่ได้กับ extremistan ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร (type 2 randomness)
ตัวอย่างเหตุการณ์ 9/11 วินาศกรรมช็อคโลก .. เมื่อลองย้อนกลับไปแค่ 1 วัน ณ วันที่ 10 กันยายน มีใครคาดคิดหรือไม่ว่าวันรุ่งขึ้นจะเกิดโศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การมองย้อนหลังกลับไปทั้งหมดทำให้เรามองเห็น “ช่องโหว่” มากมายมหาศาลที่นำไปสู่เหตุการณ์ที่ว่า
Black Swan Event จึงเป็นเหตุการณ์ที่มักมีลักษณะที่ highly impossible แต่เมื่อเกิดแล้วจะมี great impact และยากที่คนที่ได้รับผลกระทบอย่างจัง จะได้รู้ล่วงหน้าก่อน ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา เรื่อง CDS น่าจะเข้ากับ Black Swan ได้ดีเยี่ยม คนที่รับประกันตราสารหนี้เกิด false sense of confidence ว่าตัวเองสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี น่าจะเป็นแหล่งทำเงินง่าย ๆ แต่เมื่อเกิดความผิดปกติในระบบตราสารหนี้ทั้งระบบแล้ว CDS กลับกลายเป็นระเบิดที่กระทบผู้รับประกันอย่างรุนแรง
Globalization กับ Black Swan
Globalization ทำให้ความแปรปรวนของสิ่งต่าง ๆ ลดลง ทุกภาคส่วนต่อถึงกันทำให้เราได้รับข้อมูล ข่าวสาร สินค้า บริการ ได้เท่าเทียมกัน แต่การเชื่อมต่อกันนี้แม้จะลด internal risk แต่ไม่สามารถลด systemic risk ได้ จริงอยู่ที่ systemic risk มีโอกาสเกิดปัญหาได้น้อย แต่ด้วยผลของ globalization ทำให้ปัญหามันกระจายตัวออกไปอย่างทั่วถึงและรุนแรง. ตัวอย่างของ globalization กับภาคธุรกิจการเงินคือการควบรวมกิจการ (merger & acquisition) ทำให้กิจการใหญ่ขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้นด้วยทรัพย์สินปริมาณสูง มีการทำธุรกรรมหลายชนิดเป็นการกระจายความเสี่ยงของกิจการ ในกรณีที่ธุรกิจด้านใดมีรายได้ลดลงอาจมีธุรกิจอื่นมาชดเชยได้ การมีผู้เล่นน้อยรายลงทำให้การแข่งขันไม่อยู่ในสภาพดุเดือดเหมือนทะเลเลือด (red ocean) แต่ถ้าในทางกลับกัน สถาบันการเงินขนาดใหญ่เกิดปัญหา จะส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรงมาก วิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกาที่แผ่กระจายไปยังภาคพื้นยุโรปและเอเชีย อีกหลายประเทศ เป็นตัวอย่างชัดเจนของ Black Swan Effect ในขณะที่ประเทศที่มี connection ผ่าน globalization น้อยกว่ากลับไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าใดนัก (เทียบผลกระทบต่อประเทศไทย กับสิงคโปร์ เป็นต้น) สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงของผลพวง Hamburger crisis คือการ take over ของกิจการธนาคารหลายแห่ง ก่อให้เกิดธนาคารที่ขนาดใหญ่ขึ้น และมีจำนวนลดลง (Mega – Bank) แม้โอกาสที่สถาบันอย่าง JP Morgan Chase, Wells Fargo และ Bank of America จะล้มคงยากขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้น .. ผลกระทบครั้งหน้าอาจจะสาหัสกว่าที่ผ่านมา