EdSeykota
Everybody gets what they want

Ed เป็นนักลงทุนที่ไม่เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะในสาธารณชน แม้ในแวดวงการเงินด้วยกันเองมีน้อยคนนักที่รู้จักเขา แต่ในผลงานและความสำเร็จแล้ว นับได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนสุดยอดแห่งยุค นักลงทุนชื่อดังหลายคนได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากเขา ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง system trading เพราะเขาเป็นนักลงทุนคนแรกที่พัฒนาระบบการซื้อขายบนคอมพิวเตอร์ และนำมาใช้จริงกับตลาดล่วงหน้าในระหว่างทศวรรษ 1970 อย่างไรก็ดี ผลงานอันประจักษ์ของเขากลับถูกลดทอนลงจากการครอบงำ และการไม่ทำตามระบบโดยฝ่ายบริหาร Ed จึงตัดสินใจลาออกมาตั้งบริษัทของตนเอง ผลงานอันสุดยอดของเขา แสดงผ่านบัญชีลูกค้าที่ Ed บริหาร มีผลตอบแทนสูงถึง 250,000% (2,500 เท่า) ในเวลาเพียง 16 ปี

Jack Schwager ไม่เคยได้ยินชื่อ Ed มาก่อนเลยในช่วงที่เขาเริ่มสัมภาษณ์เพื่อหนังสือเล่มนี้ เมื่อเขาสัมภาษณ์นักลงทุนเขากลับได้ยินชื่อ Seykota มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง Michael Marcus แนะนำว่าเขาควรต้องสัมภาษณ์ Ed อย่างยิ่ง

Ed ทำงานที่บ้านของเขาเอง ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lake Tahoe อันมีทัศนียภาพงดงาม ยิ่งไปกว่านั้น โต๊ะทำงานของเขาไม่เพียงแต่ปราศจากคอมพิวเตอร์ และจอต่าง ๆ เท่านั้น การลงทุนของเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เปิดโปรแกรมและค้นหาสัญญาณซื้อขาย สำหรับวันรุ่งขึ้น ระหว่างสัมภาษณ์นั้น Jack พบว่า Seykota มีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร เขามีความเฉียบแหลมและฉลาดมาก เขามีวิธีมองสิ่งต่าง ๆ ในมุมที่ไม่เหมือนใคร

ต่อไปจากนี้เป็นการสรุปหลักการที่ Ed ได้ให้ไว้จากการสัมภาษณ์

1. Ed เริ่มลงทุนครั้งแรกในปี 1960 เมื่อเขาเห็นว่าโลหะเงินจะต้องขึ้นเมื่อ US Treasury หยุดขายออกมาในตลาด ในระหว่างนี้เขาเปิดบัญชีมาร์จิ้นเพื่อรอซื้อ ในระหว่างการรอจังหวะนั้น บริษัทตัวแทนแนะนำให้เขา short ทองแดง ในไม่ช้าเขาขาดทุนจนต้องปิดสถานะไป หลังจากนั้นโลหะเงินเริ่มเป็นขาขึ้น เขา long จนเต็มพอร์ทแต่หลังจากนั้นไม่นานราคาเงินกลับร่วงลงจนต้องปิดสถา นะอีกหน ระหว่างนั้น Ed อ่านพบบทความของ Richard Donchian เขียนเกี่ยวกับ purely mechanical trend following system ว่าระบบนี้สามารถเอาชนะตลาดได้ ด้วยความที่เขาไม่เชื่อ Ed จึงตัดสินใจทดสอบความเชื่อนี้ด้วยการลองทำตามระบบ ผลปรากฏว่ามันประสบความสำเร็จ

2. Ed เริ่มงานในตลาดครั้งแรกในปี 1970 ในตำแหน่งนักวิเคราะห์ที่รับผิดชอบตลาดล่วงหน้าไข่และลูกไก่ ตลาดทั้งสองนี้เป็นตลาดตะวันตกดินที่ในไม่ช้าจะปิดตัวลง เพราะมียอดซื้อขายน้อยลงมาก เขารู้สึกแปลกใจมากที่บริษัทมอบความรับผิดชอบในการเขียนบทวิเคราะห์แนะนำลูกค้าให้กับเจ้าหน้าที่หน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยอย่างเขา ผลงานวิเคราะห์แรกของ Ed เขาแนะนำให้เลี่ยงการซื้อขายชั่วคราวกลับโดนบริษัทแขวน เพราะบทวิเคราะห์ไม่ช่วยส่งเสริมการซื้อขายในตลาด

3. Ed มีความต้องการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานวิเคราะห์ของเขาด้วย ในปี 1970 นั้นคอมพิวเตอร์ยังมีขนาดใหญ่มาก และเป็นระบบตอกบัตร (punch card) แต่แผนกคอมพิวเตอร์เห็นว่าเขาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในหน้าที่จึงไม่ยอมให้ใช้ เขาจึงตัดสินใจลาออกไปทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งที่เล็กกว่า และมีความซับซ้อนในระบบบริหารน้อยกว่า Ed ทำงานในบริษัทใหม่นี้ในตำแหน่งเสมียนที่ทำหน้าที่เติมม้วนกระดาษในเครื่องข่าว Reuters ตอนมันจะหมด แต่เขาใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ในการ ทดสอบระบบกับคอมพิวเตอร์ เขาสร้างระบบขึ้นมา 4 ระบบและปรับแต่ง variation ประมาณ 100 แบบ โดยทำ back test กับข้อมูลตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ 10 ตลาด และย้อนหลังราว 10 ปี ทั้งหมดนี้ใช้เวลาราวครึ่งปี (คอมพิวเตอร์ปัจจุบันสามารถทำสิ่งเหล่านี้เสร็จในเวลาเพียงวันเดียว) ผลที่ Ed ได้ก็คือคำยืนยันว่าระบบ trend following ของ Donchian นั้นทำกำไรได้

4. หลังจากเขาทดสอบระบบสำเร็จ และนำเสนอผลนั้นกับบริษัท เขาได้รับโอกาสให้ run ระบบการซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์เป็ นครั้งแรก และเป็น large scale computerized system ระบบแรกในตลาด โดยมี trader ใช้ระบบเขาหลายร้อยคน และมีพอร์ทลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ ถือว่าใหญ่มากในสมัยปี 1970 นั้น ความโชคดีของเขาคือทีมบริหารของบริษัทมีความรู้เกี่ยวกับระบบของ Richard Donchian มาก่อน ในขณะนั้นระบบ trend following จะต้องทำด้วยมือทั้งสิ้น ผู้บริหารจึงมีความสนใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยคอมพิวเตอร์

5. ผลการใช้งานจริง พบว่าโปรแกรมที่ออกแบบมานั้นทำงานได้ผลดี แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากผู้ใช้ที่อดไม่ได้ที่จะคาดเดาสัญญาณ เขายกตัวอย่างที่ครั้งหนึ่งระบบของเขาให้สัญญาณซื้อในตลาดน้ำตาลที่ราคา 5 เซนต์ แต่ทีมบริหารเห็นว่าตลาดนั้น overbought มากจึงตัดสินใจไม่ซื้อ เมื่อราคาน้ำตาลพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีมจึงปรับกฏใหม่ให้เข้าซื้อได้เมื่อ มี pullback ไม่เกิน 20 จุด (100 จุดเท่ากับ 1 เซนต์) แต่ตลาดยังขึ้นไปโดยไม่หยุด ทีมก็ปรับเกณฑ์ใหม่อีกให้เป็น 30 จุด และในที่สุดเพิ่มเป็น 50 และ 100 จุด ตลาดก็ยังไม่มีสัญญาณ pullback ให้เห็น จนสุดท้าย ทีมบริหารตัดสินใจเข้าซื้อน้ำตาลที่ราคา 9 เซนต์ แม้ว่าจะไม่มี pullback ให้เห็นเลย เพราะเห็นว่าตลาดนั้นเป็นกระทิงอย่างชัดเจน และเขาควรจะรีบซื้อน้ำตาลเสียตอนนี้ก่อนที่ตลาดจะพุ่งขึ้นไปอีกมาก แล้วก็เป็นไปตามที่คุณเดาได้ ตลาดน้ำตาล peak หลังจากนั้นไม่นานก็รูดลงตลอด บทสรุปของเหตุการณ์นั้นคือ การลงทุนที่ควรจะให้กำไรมากที่สุดของปี มีผลลงท้ายขาดทุน และทำให้ผลตอบแทนรวมของบางบัญชีขาดทุน แทนที่ควรจะได้กำไรราว 60% ในปีนั้น นอกจากนี้ทีมบริหารต้องการปรับระบบให้มีการซื้อขายมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อเพิ่มค่านายหน้า เขาพยายามอธิบายให้ทีมบริหารเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนนั้นง่าย แต่การกระทำเช่นนั้นจะมีผลเสียกับผลตอบแทนอย่างรุนแรง ปรากฏว่าทีมบริหารไม่สนใจ หลังเหตุการณ์ดังกล่าว Ed ตัดสินใจออกจากบริษัท

6. ระบบการลงทุนของ Ed ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Reminiscences of a Stock Operator และ Richard Donchian model ที่ใช้ 5 days/20 days moving average crossover และกฏรายสัปดาห์ (classic 4-week rule) ระบบแรกของ Ed คือการปรับ Donchian moving average ให้เป็น exponential moving average แทนเนื่องจากพบว่าคำนวณง่ายกว่าและความผิดพลาดในการคำนวณมีแนวโน้มจะน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป ระบบนี้ถูกปรับเปลี่ยนต่อในภายหลัง ไม่ใช่เพราะว่าระบบจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยน แต่เป็นเพราะ trader จำเป็นต้องพัฒนาระบบที่เข้ากันได้กับตัวเอง

7. ระบบของ Ed Seykota เป็น trend following แต่เพิ่มด้วย special pattern recognition และ money management algorithm

8. Ed ไม่แจ้งผลตอบแทนของเขาสู่สาธารณะ เขาบอกเพียงว่าบัญชี model account ซึ่งเป็นบัญชีจริงของลูกค้าคนหนึ่ง เริ่มลงทุนกับเขาในปี 1972 ด้วยเงิน $5,000 มีผลมูลค่า $15 ล้านในปี 1988 ซึ่งเขาบอกว่าผลตอบแทนรวมควรจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำถ้าลูกค้ารายนี้ไม่ถอนเงินลงทุนบางส่วนออกไปในช่วงที่ผ่านมา

9. ด้วยผลงานสุดยอดเช่นนี้ Ed ไม่เคยโฆษณาเพื่อหาลูกค้าเพิ่มขึ้น มีแต่ลูกค้าที่พยายามขอเปิดบัญชีลงทุนกับเขาตลอดเวลาด้วยชื่อเสียงที่บอกกันแบบปากต่อปาก อย่างไรก็ตาม Ed รับลูกค้ารายใหม่น้อยมาก และกระบวนการเปิดบัญชีใหม่เข้มงวดมาก ลูกค้าแต่ละรายต้องผ่านการตรวจสอบเกี่ยวกับแรงจูงใจ และทัศนคติของการลงทุน และต้องผ่านการสัมภาษณ์กับเขาก่อนเสมอ ลูกค้าทุกรายต้องเข้าใจและสนับสนุนรูปแบบการลงทุนของเขาในระยะยาว

10. กุญแจสำคัญที่อธิบายความแตกต่างของ ผลตอบแทนระหว่างระบบ trend following ทั่วไปกับระบบของเขาเอง มาจากวิธีการบริหารเงินหน้าตัก (money management) ในตลาดมีทั้ง นักลงทุนรุ่นเก๋า และ นักลงทุนที่ใจถึง แต่มีนักลงทุนน้อยมากที่ทั้งเก๋าและใจถึง (There are old traders and there are bold traders, but there are very few old, bold traders)

11. ปัจจัยอื่นที่ Ed คิดว่าตัวเองมีด้วย คือ พรสวรรค์ ซึ่งน่าจะเกิดจากแนวคิดปรัชญาโดยรวมของเขาเอง เขาคิดว่าความชอบการซื้อขายในตลาด และการมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ มีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จของเขา เขา trade และเรียนรู้มันไปตลอดเวลา ทำให้ระบบและประสบการณ์ของเขามีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา เขามีแนวคิดที่ว่าตัวของเขาเอง และสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ซึ่งเขาควรจะต้องปฏิบัติตามเสมอ มีบางครั้งเหมือนกันที่เขาซื้อขายโดยไม่ทำตามระบบที่เขาวางไว้ บางครั้งเขาตัดสินใจ override ระบบโดยอาศัยความรู้สึกส่วนตัว และบางครั้งเขาตัดสินใจหยุดซื้อขายทั้งหมด ผลของการเปลี่ยนวิธีลงทุนกระโดดไปกระโดดมาเช่นนี้ ทำให้ผลตอบแทนเขาแย่ลงบ้าง แต่ Ed เชื่อว่าถ้าเขาไม่ยอมให้อิสระในการปลดปล่อยไอเดีย และแนวคิดของเขาเองเสียบ้างเป็นครั้งคราว ในระยะยาวสิ่งเหล่านี้อาจอัดอั้นจนระเบิดออกมา และก่อให้เกิดผลเสียหายยิ่งกว่านี้ได้ โดยสรุปคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการปฏิบัติของนักลงทุน จะช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของการลงทุนซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ

12. อย่างไรก็ดี เขาเชื่อว่า “ดวง”, “พรสวรรค์” หรือ “ความเฉลียวฉลาด” ไม่ใช่สิ่งที่ฟ้าให้มา แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงลักษณะทางทัศนคติร่วมกันที่บ่งบอกความเป็นสุดยอดในด้านใดด้านหนึ่งของคน คน ๆ หนึ่งมีแนวโน้มที่จะเก่งในด้านใดด้านหนึ่ง เหมือนที่หลาย ๆ คนที่เป็นนักดนตรี, จิตรกร หรือแม้กระทั่งนักขายโดยธรรมชาติ สำหรับนักลงทุนแล้ว Ed เชื่อว่าการสร้างพรสวรรค์ในการลงทุนจากคนที่ไม่มีมาแต่แรกนั้นยากมาก แต่ถ้าคน ๆ นั้นมีจริง เราสามารถค้นหาและพัฒนามันขึ้นมาได้

13. Ed มองว่า systematic trading แท้จริงแล้วก็เป็น discretionary trade เพราะในท้ายที่สุด นักลงทุนก็คือผู้ตัดสินใจว่าจะกำหนดความเสี่ยง และ position size เท่าใด, จะเลือกลงทุนในตลาดใด และจะเพิ่มหรือลดพอร์ทลงทุนเร็วหรือช้าแค่ไหน การตัดสินใจเหล่านี้สำคัญ และบ่อยครั้งสำคัญกว่าระบบ เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น Ed อาศัยการซื้อขายด้วยระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ และทุกครั้งที่เขาพยายามจะลงทุนเองด้วยความคิดที่ว่าเขาสามารถเอาชนะระบบได้ ผลการออกนอกลู่นอกทางนั้นลงท้ายเป็นการพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของระบบเองจากการที่เขาขาดทุน

14. Ed ไม่เชื่อว่าเมื่อคนใช้ระบบที่เป็น trend following กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วลงท้าย trend following จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ระบบหลาย ๆ อย่างในชีวิตเราเป็น trend following ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางอพยพของฝูงนกในแต่ละฤดูกาล, การติดตามยอดขายของบริษัทและการเปลี่ยนแปลงของสินค้าในตลาด หรือแม้กระทั่งโปรโตซัวที่มีการเคลื่อนที่ตามสารเคมีและแสงสว่างรอบ ๆ ตัว ผลตอบแทนของระบบที่อิง trend following ดูจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร มีทั้งช่วงเวลาที่ระบบนี้ประสบความสำเร็จมาก และดูจะมีคนนิยมใช้กันมาก และเมื่อมีคนใช้มากขึ้น ในขณะเดียวกันตลาดก็เปลี่ยนจากช่วงที่มีแนวโน้ม มาเป็นช่วงที่ไร้ทิศทาง เป็นผลให้ระบบเหล่านี้ให้ผลตอบแทนไม่ดีหรือขาดทุน และ นักลงทุนที่ไร้ประสบการณ์ก็จะถูกเขย่าออกหรือล้มหายตายจากไป ความยั่งยืนของระบบ และนักลงทุนเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จด้วย

15. ในประสบการณ์ลงทุน 20 ปีของ Ed พบว่าปัจจัยสำคัญที่สุด 3 อย่างในการลงทุนของเขา เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยได้แก่ long-term trend, current chart pattern และ buy and sell spot ปัจจัยที่ 4 ซึ่งสำคัญน้อยกว่า 3 อย่างนี้มาก ๆ คือข้อมูลพื้นฐาน เขาไม่เชื่อในการวิเคราะห์พื้นฐานเลยเพราะข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จะ discounted ในราคาของตลาดอยู่แล้ว เขาเรียกการวิเคราะห์เหล่านี้ว่า “funny-mentals” แต่ถ้าคุณสามารถจะจับจังหวะได้เร็ วก่อนคนอื่น สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็น “surprise-a-mentals” ในทางตรงข้าม Ed ถือว่าระบบ trend following เป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคัล เขาเปรียบว่ากราฟเหมือนกับลูกคลื่นในทะเล เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับฟิสิกส์ของคลื่น, ระดับน้ำขึ้นลง หรือ fluid dynamics เพื่อจะจับจังหวะในการเล่นกระดานโต้คลื่นได้ ขอเพียงแค่เรารู้ว่าเมื่อลูกคลื่นมันมาถึงเราควรจะหาโอกาสโต้คลื่นไปกับมัน

16. ตลาดในปัจจุบันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน หรือ 10 ปีก่อน เพราะตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อ 5-10 ปีก่อน หรือปัจจุบันนี้ เขาไม่เคยเชื่อคำแนะนำจากนักลงทุนคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่าเขามั่นใจมากว่าจะต้องเป็นอย่างนี้หรืออย่างนั้น Ed เชื่อว่าความพยายามจะอธิบายหรืออ่านพฤติกรรมตลาดได้หมดไม่มีประโยชน์ถ้าเขาเหล่านั้นทำเงินจากมันไม่ได้

17. Ed ไม่ชอบที่จะจดจำเรื่องราวในการซื้อขายที่ผ่านมานัก เพราะประสบการณ์เหล่านี้มักส่งผลลบ ไม่ว่าจะเป็นความภูมิใจ, ความกลัว, ความหวัง, ความโลภ เมื่อเขามี losing trade เขาพยายามจะ cut loss ทันทีที่ถึงเวลาต้องทำ, ลืมมันซะ แล้วหันไปหาสัญญาณหรือโอกาสซื้อขายใหม่ และเมื่อเขาฝังประสบการณ์เหล่านั้นไปเรียบร้อย เขาก็ไม่ชอบที่จะขุดรายละเอียดของมันขึ้นมาใหม่

18. ส่วนประกอบ 3 อย่างที่สำคัญที่สุดของ good trading คือ cutting loss, cutting loss และ cutting loss ถ้าคุณปฏิบัติตามกฏ 3 ข้อนี้ได้ คุณมีโอกาสจะเจอ good trading เมื่อ Ed เจอการขาดทุนติดต่อกันหลาย ๆ หน เขาจะลดการซื้อขายลง แล้วรอ ความพยายามจะซื้อขายในช่วงนั้นจะบ่อนทำลายจิตใจคุณเอง และความพยายามจะเอาคืนนั้นอันตรายถึงตาย

19. Ed ตั้งจุด stop ทุกครั้งที่เริ่มซื้อขายและขยับจุด stop ทุกครั้งเมื่อราคาขยับไปเรื่อย ๆ ในบางครั้งเมื่อตลาดเหวี่ยงเขาก็ตัดสินใจทำกำไร เพื่อลดการแกว่งตัวของทั้งพอร์ทและอารมณ์ การขาดทุนทำให้เรามีอารมณ์ แต่การควบคุมสติไม่ได้ทำให้เราเสียหายมาก เขาพยายามคุมความเสี่ยงให้เสียไม่เกิน 5% ในแต่ละครั้ง ตลาดนั้นมีสภาพคล่องน้อยกว่าที่เราต้องการเสมอเมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราต้องการขายอย่างรวดเร็ว

20. กฏการซื้อขายส่วนตัว 5 ข้อของ Ed คือ cut loss (ยอมตัดขาดทุน), ride winner (ถือตัวที่กำไรให้เดินต่อไป), keep bet small (คุมความเสี่ยงให้น้อย), follow the rule without question (ทำตามกฏอย่างไม่มีข้อสงสัย) และ know when to break the rule (รู้ว่าเมื่อใดควรจะแหกกฏ) ความน่าสนใจในกฏ 2 ข้อหลังนี้คือ เขาเชื่อในทั้งสองข้อนี้ เขาทำตามกฏเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเรียนรู้ว่าบางครั้งเขาพบกฏใหม่ที่ค้านและนำมาทดแทนกฏข้อเดิม บางครั้งตัวเขาเองก็มีจุด break ที่ต้องตัดสินใจออกจากตลาด และพักร้อนจนกว่าเขาจะรู้สึกว่าพร้อมที่จะซื้อขายตามระบบอีกครั้ง Ed ไม่คิดว่า นักลงทุนสามารถจะทำตามกฏของตนเองได้นาน ตราบใดที่กฏเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนแนวทางการลงทุนของตน ไม่เร็วก็ช้าคน ๆ นั้นจะทนทำตามกฏไม่ได้จนกว่าจะปรับเปลี่ยนหรือสร้างกฏเกณฑ์ใหม่ที่เขาทำตามได้ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาและการสร้างประสบการณ์ของนักลงทุนผู้นั้นเอง

21. ประสบการณ์ปีที่ผลงานแย่สุดของ Ed คือปี 1980 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดกระทิงสิ้นสุด ในขณะที่ระบบไม่ให้สัญญาณซื้อ และมีการแกว่งตัวสูง แต่เขายังคงถือและซื้อถัวในขณะที่ตลาดปรับตัวลดลงตลอด เขาพยายามคาดการณ์ top และ bottom เขาไม่มีประสบการณ์ในตลาดหมีมาก่อนและนั่นคือประสบการณ์ล้ำค่าของเขา เขาขาดทุนมาก ในที่สุดเขายอมรับความจริงและหยุดซื้อขายไปพักใหญ่

22. ข้อแนะนำที่ดีที่สุดของ Ed สำหรับนักลงทุนระดับทั่วไปคือ เขาควรหานักลงทุนที่เก่งกว่ามาลงทุนแทน แล้วไปหาอย่างอื่นทำ

23. ความสุขที่กำไร และความทุกข์ที่ขาดทุน เกิดขึ้นมา ไม่ต่างกับความทุกข์ที่กำไร และความสุขที่ขาดทุน นอกจากนั้นยังมีความสุขและความทุกข์ที่ไม่ได้เข้าซื้อขาย ความรู้สึกเหล่านี้ มีแนวโน้มจะเข้มข้นรุนแรงขึ้น เมื่อนักลงทุนมีสติห่างไกลจากข้อผูกพันที่ให้กับตัวเอง

24. Ed ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่แสดงราคาหรือดัชนีตลาดที่เขาลงทุนอยู่บนโต๊ะทำงาน การดูราคาที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่ต่างอะไรกับการมองดู slot machine ที่ลงท้ายคุณอดไม่ได้ที่จะเล่นกับมัน เขาจะเอาข้อมูลราคามาดูเมื่อตลาดปิดแล้วทุกวัน

25. เหตุที่นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่ล้มเหลว ไม่ต่างอะไรกับลูกเต่าจำนวนหลายร้อยเหลือรอดจนโตเต็มวัยเพียงไม่กี่ตัว โลกแห่งการลงทุนนั้น trader ส่วนใหญ่ถูกดึงดูดให้เข้ามาในตลาด มีเพียงส่วนน้อยที่ดีพอเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนที่เหลือก็ออกจากตลาดไปเพื่อไปทำอย่างอื่น เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกวงการไม่ใช่เฉพาะการลงทุน

26. จิตวิทยาในการลงทุน มีผลกระตุ้นการสร้างแนวคิด, เครื่องมือ หรือระบบในการลงทุน, การวิเคราะห์และนำมันมาปฏิบัติจริงในตลาด จิตวิทยาเปรียบได้กับคนขับ ส่วนระบบหรือเครื่องมือที่ใช้เป็นเหมือนแผนที่

27. อุปนิสัยที่สำคัญของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จคือ นิสัยความชอบที่จะลงทุนและชอบที่จะชนะ ไม่ว่าชนะหรือแพ้ “ทุกคนได้สิ่งที่เขาต้องการจากตลาด” นักลงทุนบางคนชอบที่จะขาดทุน เขาชนะโดยการเสียเงิน Ed รู้จักนักลงทุนคนหนึ่ง ที่ทำกำไรได้มากในช่วง bull แต่ลงท้ายก็เสียกำไรที่ได้มาไปหมดในตลาด สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ครั้งหนึ่ง Ed บอกให้นักลงทุนคนนั้นให้เอาเงินมาลงทุนกับบริษัทของเขาแทนโดยยอมจ่ายค่าบริหารกองทุนให้ด้วย แต่เขากลับไม่เอา Ed มองว่าตัวเขาไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการซื้อขายของคน ๆ นี้ได้ และมั่นใจว่าคนผู้นี้ก็ไม่ต้องการจะเปลี่ยน เพราะการลงทุนนั้นทำให้เขาได้ทั้งความตื่นเต้น, ได้เป็นฮีโร่ผู้ยอมพลีชีพ, ได้ความสงสารเห็นใจจากเพื่อนรอบข้าง และได้เป็นจุดสนใจของคนอื่น ไม่แน่ว่าแท้จริงแล้ว นี่คือสิ่งที่เขาต้องการก็เป็นได้

Jack Schwager ให้ความเห็นว่า วลี “ทุกคนได้สิ่งที่เขาต้องการจากตลาด” (Everybody gets what they want out of the market) เป็นแนวคิดที่แม้จะแฝงด้วยการประชดประชัน แต่เป็นสิ่งที่ Ed Seykota จริงจังไม่ได้พูดเล่น ผู้แพ้ทุกคนอาจต้องการจะแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาเหล่านั้นเข้ามาในตลาดเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากกำไร เขาอาจต้องการความสนุกสนานตื่นเต้น, ความเห็นอกเห็นใจ, ความสนอกสนใจจากผู้คนรอบข้างเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ เป็นต้น แม้ว่าคำกล่าวนี้ยากที่จะทำใจให้ยอมรับได้ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

 

Comments are closed.

Set your Twitter account name in your settings to use the TwitterBar Section.